ในการต่อสู้กับมะเร็ง การจัดการกับความเจ็บปวดทั้งจากโรคและการรักษา ถือเป็นขั้นตอนสำคัญมากขั้นตอนหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทางการแพทย์ได้มีการหาแนวทางในการใช้ยาเพื่อรักษากับความเจ็บปวดจากมะเร็งให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาแนวทางในการรักษาแบบไม่ต้องใช้ยาเพื่อใช้รักษาควบคู่กันอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการใช้ยามีผลระงับปวดได้ก็จริง แต่ก็มีผลข้างเคียงต่อตัวผู้ป่วยอยู่มากเช่นกัน

 

“การใช้ยา” เพื่อระงับปวดมะเร็ง

หลักในการใช้ยาเพื่อระงับปวดมะเร็ง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ตามหลักการขององค์กรอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ซึ่งลำดับการใช้ยาจะพิจารณาโดยดูจากความรุนแรงของอาการปวดที่ผู้ป่วยเผชิญอยู่

 

Numerical rating scale หรือการวัดระดับความปวดของผู้ป่วยซึ่งเป็นการถามผู้ป่วยว่ามีอาการป่วยอยู่ในระดับใด โดยให้ค่าตั้งแต่ 0-10 เรียงจาก 0 คือ ไม่มีอาการปวดเลย และ 10 คือ อาการปวดรุนแรงมาก เป็นวิธีการประเมินความปวดที่นิยมใช้บ่อยที่สุด แต่จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ และจะต้องหาวิธีอื่น ๆ ที่ไม่ใช้การสื่อสารมาประเมินแทน

  1. ยากลุ่ม Non-opioids: ใช้สำหรับอาการปวดเล็กน้อยที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง (0-3 คะแนน) ซึ่งยาในกลุ่ม non-opioids นี้ จะได้แก่ ยาพาราเซตามอล หรือยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
  2. ยากลุ่ม Weak Opioids: ใช้สำหรับอาการปวดระดับปานกลาง (4-6 คะแนน) หรือพิจารณาใช้ยากลุ่มนี้หลังจากที่ใช้ยากลุ่ม non-opiods แต่ยังมีอาการปวดอยู่หรือปวดเพิ่มขึ้น ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ โคเดอีน หรือทรามาดอล ซึ่งสามารถจะใช้ร่วมกันหรือใช้ทดแทนยาในกลุ่ม non-opioids ก็ได้
  3. ยากลุ่ม Strong Opioids: ใช้สำหรับอาการปวดในระดับรุนแรงมาก (7-10 คะแนน) ซึ่งได้แก่ มอร์ฟีน เฟนทานิล หรือออกซีโคโดน เป็นต้น

ส่วนยากลุ่ม adjuvant analgesic หรือยาแก้ปวดแบบเสริม รวมถึงยาเสริมอื่น ๆ อย่างยาแก้ซึมเศร้า (antidepressants) หรือยาต้านชัก (anticonvulsants) เป็นยากลุ่มที่สามารถให้เพิ่มเติมได้เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาสูงสุด โดยเฉพาะการรักษาอาการปวดที่เกี่ยวข้องกับเส้นประสาท

 

และถึงแม้ว่าการใช้ยาทั้งหมดเหล่านี้จะให้ผลลัพธ์ในการระงับปวดได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีผลข้างเคียงอยู่มากเช่นกัน เช่น อาการท้องผูก คลื่นไส้ ปวดศีรษะ คอแห้ง งุนงง สับสน และง่วงซึม การใช้ยาเพื่อระงับปวดมะเร็งจึงจำเป็นจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

 

การระงับปวดมะเร็งโดย “ไม่ใช้ยา”

หลายคนเชื่อว่าการระงับปวดมะเร็งโดยไม่ใช้ยาหรือการใช้การแพทย์ทางเลือก เป็นอีกหนึ่งแนวทางการรักษาอาการปวดมะเร็งที่สามารถช่วยผู้ป่วยมะเร็งได้ และยังมีผลดี คือ ไม่ต้องกังวลกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นเหมือนกับการรักษาโดยการใช้ยา ซึ่งการรักษาโดยไม่ใช้ยาในการระงับปวดนี้สามารถใช้รักษาเดี่ยว ๆ หรือใช้ควบคู่กับการใช้ยาแก้ปวดก็ได้เช่นกัน ซึ่งการรักษาอาการปวดสำหรับผู้ป่วยมะเร็งมีอยู่หลากหลายวิธี อาทิเช่น

  • การทำกายภาพบำบัดหรือออกกำลังกาย: 

อาการปวดมะเร็งที่เกิดขึ้นอาจไปยับยั้งการใช้งานส่วนของร่างกายที่ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด แต่หากปล่อยไว้ยิ่งอาจทำให้บริเวณนั้นเกิดอาการตึงเกร็ง และส่งผลให้อาการปวดรุนแรงยิ่งขึ้น การออกกำลังจึงเป็นหนึ่งวิธีที่จะมาช่วยจัดการกับความเจ็บปวด เพราะในขณะที่เราออกกำลังกายร่างกายจะมีการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินส์ (Endorphins) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในร่างกายตามธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้ ซึ่งการทำกายภาพบำบัดหรือการออกกำลังกายนี้จะมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นหากอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมอหรือนักกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญ เพราะพวกเขาจะสามารถช่วยแนะนำท่าทางและวิธีการในการออกกำลังกายที่เหมาะสมให้ และยังสามารถใช้การนวดแบบอ่อนโยนเพื่อลดอาการตึงเกร็งของกล้ามเนื้อได้อีกด้วย

  • การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยกระแสไฟฟ้า (trans-cutaneous electrical nerve stimulation: TENS)

เป็นเทคนิคการรักษา ที่ใช้การส่งสัญญาณไฟฟ้าที่มีค่าความเข้มเพียงเล็กน้อย ผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับผิวหนัง เพื่อกระตุ้นเส้นประสาทและลดอาการปวด ส่งผลให้สามารถลดความเจ็บปวดได้ในพื้นที่ที่เป็นปัญหา โดยคุณหมอที่ทำการดูแลการระงับปวดหรือทีมที่ทำการดูแลประคับประคองจะสามารถแนะนำได้ว่าการรักษาด้วยกระบวนการ TENS นี้เหมาะสมกับอาการปวดจากมะเร็งที่ผู้ป่วยมะเร็งกำลังเผชิญอยู่หรือไม่

 

นอกจากนี้การใช้ TENS มักจะนำมาใช้รักษาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม ปวดหลัง และปวดประสาท รวมถึงอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บหรือการผ่าตัด การรักษาด้วย TENS เป็นเทคนิคที่ปลอดภัยและไม่เจ็บปวด และสามารถนำมาใช้ร่วมกับเทคนิคการจัดการกับอาการปวดอื่นๆ เช่น การใช้ยาและกายภาพบำบัดได้อีกด้วย

  • การแพทย์ทางเลือกอื่น ๆ
  • การฝังเข็ม
  • การนวดกดจุดรักษา
  • การทำสมาธิ (Meditation)
  • การทำสติบำบัด (Mindfulness therapy)
  • และอื่น ๆ

 

แต่อย่างไรก็ตามการรักษาระงับปวดมะเร็งทุกขั้นตอน ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลและผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด และต้องมีการซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้นทุกครั้ง เพื่อประเมินอาการของแต่ละบุคคล ชนิดของมะเร็ง และปัจจัยอื่น ๆ ก่อนทำการรักษา เพราะต้องมีการวางแผนในการรักษาที่ถูกต้อง เช่น การหลีกเลี่ยงการนวดกดจุดบริเวณที่ได้รับรังสีในช่วงแรก หรือการที่ต้องระมัดระวังการนวดบริเวณที่เป็นก้อนมะเร็ง เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย เป็นต้น