หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนว่า “กินเค็มมาก ๆ ระวังเป็นโรคไตล่ะ” คำพูดนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงมุกตลกแต่เป็นเรื่องจริงในสังคมไทย เพราะปัจจุบันมีคนไทยหลายล้านคนที่ป่วยเป็นโรคไต และต้องทำการรักษาด้วยการล้างไตอยู่ในโรงพยาบาลจำนวนมาก ซึ่งอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดของการที่ไตทำงานผิดปกติหรือที่เราเรียกว่า “ไตวาย” อาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคไต เกิดมาจากพฤติกรรมการกิน ดังนั้นหากจะพูดว่า โรคไต เป็นภัยเงียบที่รอวันปรากฏขึ้นคงไม่แปลกนัก อายุวัฒน์ เนอร์สซิ่งโฮม จึงอยากจะขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ “โรคไต” ให้มากขึ้น เพื่อป้องกันภัยร้ายใกล้ตัวนี้ รวมถึงบอกแนวทางในการรับมือหากคุณเป็นคนที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะกำลังเป็นโรคไตอยู่ 

 

สาเหตุของการเกิดโรคไต

อย่างที่ทราบกันดีว่าการกินอาหารรสเค็มจัดบ่อย ๆ และกินติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคไตได้ แต่นอกจากนี้ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคไตได้เช่นกัน

  • การรับประทานอาหารรสจัดเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเค็มจัด หวานจัด หรือเผ็ดจัด คนมักเข้าใจผิดว่าการกินเค็มจัดเท่านั้นที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไต แต่เบเกอรี่โดยเฉพาะเค้ก แพนเค้ก และขนมปัง นอกจากจะมีปริมาณน้ำตาลสูงแล้ว ยังเต็มไปด้วยโซเดียมแฝงปริมาณมากที่มาจากผงฟูในขั้นตอนการทำขนมด้วยเช่นกัน การรับประทานอาหารที่รสจัดเหล่านี้ ทำให้ไตต้องทำงานหนักขึ้น และนำไปสู่การทำงานของไตที่ผิดปกติในอนาคตได้
  • โรคประจำตัวต่าง ๆ ที่ทำให้หลอดเลือดไปเลี้ยงที่ไตค่อย ๆ เสื่อมลง จนมีผลกระทบให้เกิดโรคไตเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง นิ่วในไต นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือไตอักเสบเป็นต้น
  • มีประวัติสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นโรคไต
  • การรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เป็นเวลานาน
  • หลังจากอายุ 60 ปี ไตจะมีประสิทธิภาพในการทำงานเสื่อมลง
  • ดื่มน้ำน้อยเกินไป
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • ความเครียดจากการทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน

 

5 ข้อสังเกตว่าคุณกำลังประสบกับโรคไตเสื่อมอยู่หรือไม่

  1. ผู้ป่วยโรคไตส่วนมากจะมีอาการบวมตามตัว ตัวบวม เท้าบวม สาเหตุมาจากไตทำงานผิดปกติทำให้มีน้ำและเกลือคั่งในร่างกาย และยังมีอาการกดบุ๋ม เช่น เมื่อใช้นิ้วกดที่หน้าแข้งสักพักแล้วปล่อย ผิวหนังจะไม่คืนตัวทันทีแต่มีรอยบุ๋มค้างอยู่
  2. มีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย และหากปล่อยไว้จนมีภาวะไตวายเรื้อรังจะมีอาการตัวซีด คันตามตัว คลื่นไส้อาเจียน และไม่อยากอาหารร่วมด้วย
  3. ผู้มีภาวะไตเสื่อมอาจมีอาการปวดหลัง ปวดบริเวณบั้นเอวหรือชายโครงด้านหลัง และบางรายอาจปวดร้าวไปยังบริเวณท้องน้อย ต้นขา หรืออวัยวะเพศด้วย ในบางรายอาจคลำเจอก้อนบริเวณไตด้วย
  4. มีอาการปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะติดขัด ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะเป็นฟองมาก ซึ่งอาการปัสสาวะผิดปกติเหล่านี้จะมีอาการที่แตกต่างกัน เนื่องจากรูปแบบการทำงานของไตที่ผิดปกติของผู้ป่วยแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
  5. น้ำหนักไม่คงที่ เมื่อไตทำงานผิดปกติอาจทำให้บางรายน้ำหนักลดฮวบ หรือผู้ป่วยบางรายอาจตัวบวมและน้ำหนักขึ้นอย่างรวดเร็วได้

 

อย่าลืมหมั่นสังเกตอาการของตัวคุณเอง หากคุณมีอาการที่กล่าวมาเหล่านี้และมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์ในทันที แม้โรคไตจะเป็นโรคที่รักษาได้ยาก แต่หากรับรู้ได้ตั้งแต่ในระยะแรก ๆ ยังสามารถที่จะฟื้นฟูการทำงานของไตให้กลับมาเป็นปกติได้ แต่หากปล่อยไว้นานเกินไป อาจทำให้ป่วยเป็นไตเสื่อมเรื้อรังได้ เมื่อป่วยเป็นไตเสื่อมเรื้อรังจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะเนื้อเยื่อไตได้เสียหายไปแล้ว ต้องทำการรักษาโดยการฟอกไตแทนและหากไตเสียหายมาก ๆ ไปแล้ว จะต้องเข้าสู่การขั้นตอนของการปลูกถ่ายไตต่อไป

 

อายุวัฒน์ เนอร์สซิ่งโฮม ศูนย์รับดูแลผู้ป่วยฟอกไตในย่านพระราม 2 

ในปัจจุบันผู้ป่วยโรคไต มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ และผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตก็มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการฟอกไตเป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำ ผู้ป่วยต้องไปฟอกไตที่โรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือบางรายก็ต้องล้างไตทางช่องท้องเองทุกวัน ซึ่งทุกครั้งที่ฟอกหรือล้างไต ก็อาจมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย เช่น วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือความดันเลือดต่ำ เป็นต้น ทำให้ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ที่อายุวัฒน์ เนอร์สซิ่งโฮม เราให้บริการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตด้วย โดยผู้ป่วยจะได้อยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพที่เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ป่วย ดังนั้นหากไว้ใจให้เราช่วยดูแลคนที่คุณรัก คุณก็จะสามารถใช้ชีวิตและทำหน้าที่อื่น ๆ ที่จำเป็นต่อไปได้อย่างหมดห่วง